ตำรวจนครชัยศรี รวบผัวเมียงัดตู้บริจาคตามวัดพบประวัติ โจรทั้งคู่ทั้งขี้ยาลักทรัพย์

วันที่ 7 มกราคม 2561 พ.ต.อ.พงษ์ศักดิ์ ชูนาค รอง ผบก.ภ.จว.นครปฐม โฆษกตำรวจภูธรจังหวัดนครปฐม เผยว่า เมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 7 มกราคม 2561 ที่ผ่านมา ที่ห้องประชุม ศปก. สถานีตำรวจภูธรนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม พลตำรวจตรี คำรณ บุญเลิศ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครปฐม พร้อมด้วย พันตำรวจเอกปรีดา อิ่มเจริญ รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครปฐม ได้ไปตรวจ ความคืบหน้า ผลการ จับกุมคนร้ายงัดตู้บริจาคเงิน วัดศรีมหาโพธิ์ อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจท้องที่สามารถสืบสวนและจับกุมตัวได้

ทั้งนี้ด้วยเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2561 เจ้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรนครชัยศรีได้รับแจ้งเหตุจากกรรมการผู้แทนเจ้าอาวาสวัด ศรีมหาโพธิ์ หมู่ที่ 4 ตำบลศรีมหาโพธิ์ อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม เข้าแจ้งความร้องทุกข์ รับพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธร นครชัยศรี พร้อมหลักฐานเป็นภาพจากกล้องวงจรปิด ที่ติดตั้งอยู่ ซึ่งจับภาพมุมของคนร้ายไว้ได้ 3 จุดด้วยกัน

พบว่าเมื่อวันที่ 2 มกราคม 2561 เวลาประมาณ 15.00 น ได้มีคนร้ายเป็นชายหญิง เข้าไปงัดตู้บริจาคซึ่งเป็นลักษณะตู้พลาสติกใสซึ่งตั้งอยู่ภายในโบสถ์มหาอุดสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น ของวัดศรีมหาโพธิ์ โดยการตรวจสอบเบื้องต้นพบเห็นภาพใบหน้าคนร้ายทั้งสองคน ซึ่งก่อเหตุ งัดตู้บริจาค ด้วยคีมตัดเหล็ก แล้วล้วงเอาเงินสดซึ่งเป็นธนบัตร หลายราคา ที่มีผู้บริจาคใส่ไว้ในตู้นำออกไปจำนวนหนึ่ง ก่อนจะออกจากพระอุโบสถ ที่ก่อเหตุ ไปนับเงินที่ได้จากการ โจรกรรมบริเวณหลังห้องน้ำด้านทิศตะวันตกของวัด ก่อนจะขับรถจักรยานยนต์หลบหนีออกไปทางหน้าวัดด้ารทิศใต้ไปตามถนนสายสามควานเผือก-วัดละมุด

หลังรับแจ้ง เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนได้ลงพื้นที่ตรวจสอบกล้องวงจรปิดจนพบว่ารถจักรยานยนต์คนร้ายที่ใช้ขับขี่มาก่อเหตุเป็นยี่ห้อฮอนด้ารุ่นเวฟสีน้ำเงินหมายเลขทะเบียน ยบษ.254 กทม. ตรวจสอบพบมีนายสุชาติ อยู่เสือ เป็นผู้ครอบครองจากการเช่าซื้อรถคันดังกล่าว เมื่อตรวจสอบจากฐานข้อมูลพบว่ามีใบหน้าคล้ายคนร้ายที่ได้จากภาพวงจรปิดที่เข้าไปก่อเหตุ โดยนายสุชาติ อยู่เสือ มีภรรยาชื่อนางสาวอัมรินทร์ สังข์ทอง ซึ่งจากการตรวจสอบประวัติข้อมูลพบว่า มีใบหน้าคล้ายกับคนร้ายที่เป็นหญิง ในภาพกล้องวงจรปิดเช่นกัน และจากการตรวจสอบประวัติของนางสาวอัมรินทร์ พบว่าเคยถูกจับดำเนินคดีข้อหาพยายามลักทรัพย์ท้องที่สถานีตำรวจภูธรนครชัยศรีเมื่อปี 2555 และคดีลักทรัพย์ที่สถานีตำรวจภูธรโพธิ์แก้วเมื่อปีพ.ศ 2559 พนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรนครชัยศรี จึงได้ขออนุมัติหมายจับต่อศาลจังหวัดนครปฐม ที่ จ.4/61 ลงวันที่ 5 มกราคม 2560 และที่ จ. 5/61 ลงวันที่ 6 มกราคม 2561 ข้อหา “ร่วมกันลักทรัพย์โดยทำอันตรายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำความผิดหรือเพื่อการพาทรัพย์นั้นไป” หลังจากศาลอนุมัติออกหมายจับเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมยังได้ทำการสืบสวนหาข่าวทราบว่าบุคคลทั้งสองที่ตกเป็นผู้ต้องหา เช่าห้องพักอยู่ 2 แห่งคือที่บริเวณ ตำบลคลองใหม่อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม และตำบลขุนแก้วอำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม จึงวางกำลังเข้าเฝ้าประจำแต่ละจุดเพื่อจับกุมบุคคลทั้งสอง

กระทั่งเมื่อเวลา16.30 น.วันที่ 6 มกราคม 2561 กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจภายใต้การอำนวยการของ พันตำรวจเอก สีหเดช ประกอบแก้ว ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรนครชัยศรี นำการปฏิบัติโดย พันตำรวจโท นิคม ชัยเจริญ รองผู้กำกับสืบสวน สถานีตำรวจภูธรนครชัยศรี พันตำรวจโท ครรชิต โขวัฒนชัย สารวัตรสืบสวน สถานีตำรวจภูธรนครชัยศรี ร้อยตำรวจเอก ภัทร บุญอารักษ์ รองสารวัตรสืบสวนสถานีตำรวจภูธร นครชัยศรี ร้อยตำรวจเอก โฆษิต เจริญสุข รองสารวัตรสืบสวน สถานีตำรวจภูธรนครชัยศรี ร้อยตำรวจโท พุฒิวัชร์ ทิมแสงจันทร์ รองสารวัตรสืบสวน สถานีตำรวจภูธรนครชัยศรีพร้อมพวก ได้ร่วมกันจับกุม นายสุชาติ อยู่เสือ อายุ 34 ปี อยู่บ้านเลขที่ 170/54 หมู่ 2 ตำบลคลองใหม่อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม และ นางสาว อัมรินทร์ สังข์ทอง อายุ 36 ปี อยู่บ้านเลขที่ 51/19 หมู่ 2 ตำบลอ้อมใหญ่ อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐมตามหมายจับ ศาลจังหวัดนครปฐม ข้อกล่าวหา”ร่วมกันลักทรัพย์โดยทำลายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำความผิดหรือการพาทรัพย์นั้นไป” พร้อมทั้งยึดรถจักรยานยนต์ฮอนด้าเวฟสีน้ำเงิน ติดป้ายทะเบียน ยบษ. 254 กทม.ซึ่งเป็นป้ายทะเบียนของรถคันที่ใช้ก่อเหตุ ขณะจอดอยู่ริมถนนในหมู่บ้าน ตำบลขุนแก้ว อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม โดย พบว่ารถจักรยานยนต์คันดังกล่าวมีการสลับแผ่นป้ายทะเบียนเพื่อตบตาเจ้าหน้าที่ ตำรวจ

จากการซักถาม นายสุชาติให้การรับสารภาพว่าเป็นบุคคลคนเดียวกันตามหมายจับและเป็นบุคคลคนเดียวกันกับในภาพวงจรปิด ที่เข้าไป งัดตู้บริจาคในวัดศรีมหาโพธิ์ อำเภอนครชัยศรีเมื่อวันที่ 2 มกราคมที่ผ่านมา จากนั้น ได้พาไปจับกุมตัวนางสาวอัมรินทร์ ภรรยา ซึ่งเป็นผู้ร่วมก่อเหตุในคดีเดียวกันซึ่งพักอยู่ห้องเช่าไม่มีเลขที่หมู่ที่ 5 ตำบลตลาดจินดาอำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม พร้อมทั้งพบรถจักรยานยนต์ที่ติดป้ายทะเบียน ยขพ.27 กทม.ซึ่งเป็นแผ่นป้ายทะเบียนของรถจักรยานยนต์อีกคันหนึ่ง เมื่อนำภาพจากกล้องวงจรปิดมายืนยัน พบว่าเป็นรถคันเดียวกัน กับคันที่ขับไปก่อเหตุลักทรัพย์เงินตู้บริจาคในวัดศรีมหาโพธิ์ แต่ถอดแผ่นป้ายทะเบียนติดสลับกับรถคันอีกคันหนึ่งที่นายสุชาติสามีขับ พร้อมทำยังพบเสื้อผ้าที่ผู้ต้องหาทั้งสองคนสวมใส่ในวันเกิดเหตุอยู่ในบ้านซึ่งสอดคล้องกับภาพวงจรปิดที่บันทึกไว้ได้ ซึ่งบุคคลทั้งสองให้การรับสารภาพว่า เป็นผู้ที่ร่วมกันก่อเหตุลักเงินในตู้บริจาคภายในวัดศรีมหาโพธิ์ตามภาพวงจรปิดที่จับไว้ได้จริง ซึ่งวันดังกล่าวได้เงินสดไปเป็นธนบัตรชนิดต่างๆรวมแล้ว 1,530 บาท




นายสุชาติให้การรับสารภาพเพิ่มเติมว่า ก่อนหน้านี้ตนเองเป็นลูกน้องของนายทุนเงินกู้นอกระบบทำหน้าที่วิ่งเก็บเงินจากลูกหนี้ ต่อมาเมื่อถูกปราบปรามจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ นายทุนได้เลิกกิจการปล่อยเงินกู้ ตนเองจึงตกงาน จึงได้ชวนภรรยาออกมาก่อเหตุดังกล่าว นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจยังได้ขยายผลจนทราบอีกว่าผู้หาทั้งสองเคยก่อเหตุลักทรัพย์ตู้บริจาคเงินในวัดพันท้ายนรสิงห์ อำเภอเมืองจังหวัดสมุทรสาคร เมื่อวันที่ 7 ธันวาคมปี 2560 ได้เงินบริจาคไปครั้งนั้น 7,300 บาท และสถานีตำรวจภูธรโคกขามได้ออกหมายจับบุคคลทั้งสองไว้ ขณะนั้นนางสาวอัมรินทร์ไว้ผมยาวแต่พอพบข้อมูลภาพตนเองถูกปรากฏทางสื่อออนไลน์จึงได้ไปตัดผมให้สั้นเพื่ออำพรางตำหนิรูปพรรณใบหน้า

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการ ตรวจสอบข้อมูลประวัติของคนทั้งสองพบว่าในสุชาติ สามีมีประวัติ เคยเกี่ยวข้องกับยาเสพติด เคยถูกจับกุมในท้องที่สถานีตำรวจสถานีภูธรโพธิ์แก้ว มาก่อนขณะที่ตัวของนางสาวอัมรินทร์ ก็เคยถูกจับข้อหายักยอกทรัพย์ เหตุเกิดในวัดไร่ขิงมาก่อนแล้วด้วยเช่นกัน หลังผู้บังคับการและรองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครปฐมเข้าตรวจสอบผลการจับกุมและทำการสอบสวนพูดคุยกับผู้ต้องหา ที่สถานีตำรวจภูธร นครชัยศรีเรียบร้อยแล้ว ได้ให้ผู้ต้องหาทั้งสองนำไปชี้ที่เกิดเหตุเพื่อทำแผนประกอบคำรับสารภาพที่วัดศรีมหาโพธิ์ ทุกขั้นตอน โดยมีชาวบ้านที่ทราบข่าวมารอดูหน้า คนร้ายใจบาปทั้งสองจำนวนนับร้อยคน

นอกจากนี้จากข้อมูลพบว่า นายสุชาติและนางอัมรินทร์ มีบุตรชาย 2 คนอายุ 11 ปีเเละ 12 ปีซึ่งปัจจุบันไม่ได้ศึกษาเล่าเรียน พบว่าได้ศึกษาเรียนจบแค่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และที่ทั้งคู่ทราบว่าตนเองถูกติดตามจับกุมโดยถูก เผยแพร่ภาพที่ตนเองเข้าไปก่อเหตุลักทรัพย์ ทุกแห่งนั้นมาเผยแพร่ทางโซเชียลนั้น ก็ทราบจากลูกชายของตนเอง ที่เล่นโซเชียลแล้วเห็นภาพจึงได้นำมาบอกให้ตนเองทั้ง 2 ทราบ..