หน้าแรก     ทีวีออนไลน์สด     รายการทั้งหมด     ภาพเคลื่อนไหว     ฟอรั่มถามตอบ     ติดต่อเรา            
  ออนไลน์นิวส์ ข่าวออนไลน์ | ข่าวประชาสัมพันธ์ | ข้อมูลข่าวสาร | ด้วยระบบออนไลน์ ไร้พรมแดน ดูภาพ ฟังเสียง ชมคลิป ได้ที่นี่  
 
 เมนูหมวดข่าว
 ข่าวรายการพิเศษ
 
 ผู้สนับสนุน
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

  แลกเปลี่ยน แบนเนอร์

  เวบแนะนำ



<= ข่าวประชาสัมพันธ์ =>

   สคร.5 ราชบุรี แนะประชาชนใช้มาตรการ “3 เก็บ ป้องกัน 3 โรค” ที่เกิดจากยุงลาย

สคร.5 ราชบุรี แนะประชาชนใช้มาตรการ “3 เก็บ ป้องกัน 3 โรค” ที่เกิดจากยุงลาย

@รายละเอียด@
สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 5 จังหวัดราชบุรี กรมควบคุมโรค ห่วงปัญหาฝนตกต่อเนื่องในช่วงนี้ ทำให้เกิดน้ำขังและเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุง ขอความร่วมมือประชาชนใช้มาตรการ “3 เก็บ ป้องกัน 3 โรค” ทั้งโรคไข้เลือดออก โรคติดเชื้อไวรัสซิกา และโรคไข้ปวดข้อยุงลาย

นายแพทย์สุเมธ องค์วรรณดี ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 5 จังหวัดราชบุรี กล่าวว่า ในช่วงนี้ ยังคงมีฝนตกอย่างต่อเนื่อง เกิดน้ำขังตามภาชนะหรือวัสดุต่างๆ ทำให้เกิดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงตามมา ประกอบกับในช่วงฤดูฝนก็เป็นช่วงที่พบผู้ป่วยโรคจากยุงลายเพิ่มขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยเฉพาะโรคไข้เลือดออก ทั้งนี้ ทาง สคร.5 ราชบุรี กรมควบคุมโรค ได้มีการดำเนินงานตามมาตรการดังกล่าวร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน และมีระบบการค้นหาผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง ทำให้การควบคุมโรคสามารถดำเนินการได้อย่าง มีประสิทธิภาพ

รายละเอียดเพิ่มเติม
นายแพทย์สุเมธ กล่าวต่อไปว่า ในช่วงฤดูฝนซึ่งเป็นฤดูที่มียุงลายเพิ่มขึ้นจำนวนมาก จึงขอความร่วมมือให้ทุกฝ่ายดำเนินการควบคุมลูกน้ำยุงลายให้ลดลง และร่วมกันกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุง เพราะยุงลาย 1 ตัว ออกลูกได้ประมาณ 500 ตัว จึงต้องเอาจริงให้ยุงสิ้นลาย โดยดำเนินมาตรการ “3 เก็บ ป้องกัน 3 โรค” ได้แก่ 1.เก็บบ้านให้สะอาด โล่ง ไม่ให้มีมุมอับทึบ เป็นที่เกาะพักของยุง 2.เก็บขยะ เศษภาชนะรอบบ้าน โดยทำต่อเนื่องสัปดาห์ละครั้ง ไม่ให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุง และ 3.เก็บน้ำ สำรวจภาชนะใส่น้ำ ต้องปิดฝาให้มิดชิด ป้องกันยุงลายไปวางไข่ เพื่อป้องกัน 3 โรค คือ โรคไข้เลือดออก โรคไข้ปวดข้อยุงลาย และโรคติดเชื้อไวรัส ซิกา รวมทั้งการกำจัดและควบคุมยุงตัวแก่ เช่น การพ่นสารเคมีกำจัดยุงลาย และการป้องกันไม่ให้ยุงลายกัด เช่น ทายากันยุง นอนในมุ้งหรือห้องที่มีมุ้งลวด กำจัดยุงโดยใช้ไม้ช็อตไฟฟ้า จุดสมุนไพรหรือยาจุดไล่ยุง หรือใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นต้น หากประชาชนมีข้อสงสัยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 5 จังหวัดราชบุรี เบอร์ติดต่อ 032310804 หรือสายด่วนกรมควบคุมโรค โทร 1422 นายแพทย์สุเมธ กล่าวปิดท้าย

เอกสารประกอบ : ( ไม่มีเอกสารประกอบ )
ลิ้งค์เอกสารภายนอก : ( ยังไม่มีเอกสารลิ้งค์ภายนอก )








<= ข่าวประชาสัมพันธ์ =>

   ขอเชิญร่วมงานสวดพระอภิธรรม ผศ.สุพจน์ สุทธิศักดิ์

ขอเชิญร่วมงานสวดพระอภิธรรม ผศ.สุพจน์ สุทธิศักดิ์

@รายละเอียด@
ขอเชิญร่วมงานสวดพระอภิธรรม ผศ.สุพจน์ สุทธิศักดิ์

รายละเอียดเพิ่มเติม
*

เอกสารประกอบ : ( ไม่มีเอกสารประกอบ )
ลิ้งค์เอกสารภายนอก : ( ยังไม่มีเอกสารลิ้งค์ภายนอก )








<= ข่าวประชาสัมพันธ์ =>

   นายแผน วรรณเมธี เลขาธิการสภากาชาดไทย ให้เกียรติเป็นประธานมอบโล่เชิดชูเกียรติ

นายแผน วรรณเมธี เลขาธิการสภากาชาดไทย ให้เกียรติเป็นประธานมอบโล่เชิดชูเกียรติ

@รายละเอียด@
นายแผน วรรณเมธี เลขาธิการสภากาชาดไทย ให้เกียรติเป็นประธานมอบโล่เชิดชูเกียรติ

รายละเอียดเพิ่มเติม
?????

เอกสารประกอบ : ( ไม่มีเอกสารประกอบ )
ลิ้งค์เอกสารภายนอก : ( ยังไม่มีเอกสารลิ้งค์ภายนอก )








<= ข่าวประชาสัมพันธ์ =>

   AIS BrandAge Award ปีที่ 11 ท้าดวลนักศึกษาทั่วประเทศสร้างแผนพัฒนาธุรกิจ ตีโจทย์ Smart Farm to Table การตลาดสร้างความสุข

AIS BrandAge Award ปีที่ 11 ท้าดวลนักศึกษาทั่วประเทศสร้างแผนพัฒนาธุรกิจ ตีโจทย์ Smart Farm to Table การตลาดสร้างความสุข

@รายละเอียด@
กลับมาอีกครั้งกับโครงการประกวดแผนพัฒนาธุรกิจ AIS BrandAge Award จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 11 ชวนนิสิต – นักศึกษาทั่วประเทศระเบิดไอเดียภายใต้โจทย์ “Smart Farm to Table : การตลาดสร้างฟาร์มสุข” ชิงรางวัลมูลค่ากว่า 1,600,000 บาท

รายละเอียดเพิ่มเติม
หากพูดถึงเป้าหมายการดำเนินธุรกิจให้ประสบความสำเร็จของ AIS ในฐานะผู้ให้บริการดิจิทัล Digital Life Service Provider นอกเหนือจากความมุ่งมั่นสร้างสรรค์และพัฒนาสินค้าและบริการในรูปแบบที่หลากหลาย เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้บริการกว่า 40 ล้านเลขหมายทั่วประเทศแล้วนั้น หนึ่งในวิสัยทัศน์สำคัญของเอไอเอสในปีนี้ คือการพัฒนาขีดความสามารถของเทคโนโลยียุคใหม่ มาช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย ภายใต้แนวคิด Digital for Thais ที่จะมีส่วนช่วยพัฒนาสังคมไทย 4 ด้าน ได้แก่ ด้านการศึกษา, ด้านสาธารณสุข, ด้านเกษตรกรรมและผู้ประกอบการ OTOP รวมไปถึง
การสนับสนุนกลุ่ม StartUp ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางขับเคลื่อนประเทศตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0
ของรัฐบาล

จากแนวคิดดังกล่าว ถูกต่อยอดสู่การประกวดแผนพัฒนาธุรกิจ โครงการ AIS BrandAge Award ปีที่ 11 ซึ่งได้นำเอาแนวคิด Digital for Thais ด้านเกษตรและผู้ประกอบการ OTOP มาตั้งโจทย์ที่ชื่อว่า “Smart Farm to Table : การตลาดสร้างฟาร์มสุข” นางศิวลี บูรณสงคราม ผู้จัดการส่วนงานบริหาร
แบรนด์ เอไอเอส กล่าวถึงความน่าสนใจของการประกวดในครั้งนี้ว่า “โครงการประกวดแผนธุรกิจ AIS BrandAge Award ปีที่ 11 นี้ มุ่งหวังให้นิสิต – นักศึกษาจากสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ ได้แสดงความคิดสร้างสรรค์ นำความรู้ที่ได้เรียนจากห้องเรียนมาบูรณาการเข้ากับการปฏิบัติงานจริง เพื่อเป็นประสบการณ์ก่อนที่จะออกไปทำงานจริง หลังจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัย โดยโจทย์ในครั้งนี้ จะเป็นการต่อยอดจาก Application “ร้านฟาร์มสุข” ของเอไอเอส ซึ่งถูกคิดค้นและพัฒนาขึ้นเพื่อช่วยเหลือและเป็นช่องทางในการพัฒนาด้านเกษตรกรรมและผู้ประกอบการ OTOP ที่จะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์จากฟาร์มหรือพืชผลทางการเกษตร ตลอดจนสร้างองค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาสินค้าทางการเกษตร สำหรับเจ้าของฟาร์มหรือผู้ประกอบการในชุมชนได้เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป ซึ่งหนึ่งไฮไลท์ของการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศระดับภูมิภาคของปีนี้ เพื่อสอดคล้องกับรูปแบบการใช้ชีวิตแบบดิจิทัลของคน New Generation ยุคปัจจุบัน ทีมที่ผ่านเข้ารอบทั้ง 21ทีม จะได้สร้างสรรค์ VDO Clip ความยาว 3 นาที โดยอัปโหลดผลงานลงใน YouTube และจะมีการเปิดโหวตผ่านทางเฟซบุ๊ก AIS - BrandAge Award เพื่อประชาสัมพันธ์ให้เกิดการรับรู้ต่อแผนหรือกิจกรรมที่ได้นำเสนอ พร้อมสร้างการรับรู้และการมีส่วนร่วมระหว่างทีมเข้าประกวดและผู้ที่สนใจด้วย” นางศิวลี กล่าว

นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมโครงการที่ผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศระดับภูมิภาค จะยังได้โอกาสร่วมกิจกรรม เข้าค่าย เป็นเวลา 3 วัน 2 คืน ซึ่งจะเป็นกิจกรรมที่สร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้เข้าร่วมผ่านกิจกรรมและเกมต่างๆ รวมไปถึง การฟังบรรยายจากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาแผนสำหรับรอบชิงชนะเลิศระดับประเทศต่อไป โดยเงินรางวัล จะแบ่งออกเป็น 2 รอบ ได้แก่ รางวัลชนะเลิศระดับภูมิภาค และรางวัลชนะเลิศระดับประเทศ รวมมูลค่ากว่า 1,600,000 บาท นักศึกษาที่สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการ สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง http://ais-brandageaward.com , http://www.brandage.com , และ Facebook - AIS – BrandAge Award

เอกสารประกอบ : ( ไม่มีเอกสารประกอบ )
ลิ้งค์เอกสารภายนอก : ( ยังไม่มีเอกสารลิ้งค์ภายนอก )








<= ข่าวประชาสัมพันธ์ =>

   ชมรมเพื่อนช่วยเพื่อน ตำรวจแห่งชาติ เชิญชมบทกวีสู่บทเพลงปลุกจิตสำนึกให้รักชาติ และต้านภัยยาเสพติดด้วยบทเพลงลิขสิทธิ์เด็ดขาดของ พันตำรวจเอก ดร.ไพรัตน์ ไพพรรณรัตน์ ในการแสดงของตนเอง ตาม พรบ.ลิขสิทธิ์ เพื่อเผยแพร่ต่อสาธารณชน

ชมรมเพื่อนช่วยเพื่อน ตำรวจแห่งชาติ เชิญชมบทกวีสู่บทเพลงปลุกจิตสำนึกให้รักชาติ และต้านภัยยาเสพติดด้วยบทเพลงลิขสิทธิ์เด็ดขาดของ พันตำรวจเอก ดร.ไพรัตน์ ไพพรรณรัตน์ ในการแสดงของตนเอง ตาม พรบ.ลิขสิทธิ์ เพื่อเผยแพร่ต่อสาธารณชน

@รายละเอียด@
พันตำรวจเอก ดร.ไพรัตน์ ไพพรรณรัตน์ รองผู้บังคับการ วิทยาลัยการตำรวจ กองบัญชาการศึกษา ในฐานะประธาน ชมรม เพื่อนช่วยเพื่อน ตํารวจแห่งชาติ และศิลปิน ผู้ประพันธ์ผู้ร้อง ในนามไก่ไอดิน เผยว่า ขอเชิญ ชาวจังหวัดสมุทรปราการ ชาวอำเภอพระประแดง และประชาชนทั่วไป ร่วมชม บทกวีสู่บทเพลง ปลุกจิตสำนึกให้รักชาติ และต้านภัยยาเสพติด ในกิจกรรมดนตรี “อธิษฐานขอเป็นข้าแผ่นดิน” โดยศิลปินอาจารย์ธนิสร์ ศรีกลิ่นดี ศิลปินแห่งชาติปี 2559 ไก่ไอดิน และทีมศิลปินนักร้องในทีมงาน ในวันอาทิตย์ที่ 10 กันยายน 2560 ณ หอประชุม โรงเรียนวัดทรงธรรม อำเภอพระประแดงจังหวัดสมุทรปราการ ถนนเพชรหึงษ์ ตำบลตลาด อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ ตั้งแต่เวลา 14.00 น. ถึง 17.00 น

บทเพลง “อธิษฐาน” ขอเป็นข้าแผ่นดิน” ประพันธ์เนื้อร้อง ทำนองและเรียบเรียงเสียงดนตรี โดย พันตำรวจเอก ดร.ไพรัตน์ ไพพรรณรัตน์ รองผู้บังคับการวิทยาลัยการตำรวจ กองบัญชาการศึกษา ประธานชมรมเพื่อนช่วยเพื่อนตำรวจแห่งชาติ เพื่อปลุกจิตสำนึกให้คนไทยทุกคน รักชาติ รักแผ่นดิน รักสถาบันฯและร่วมกันต้านภัยยาเสพติด การเผยแพร่บทเพลงครั้งนี้ เป็นการเผยแพร่บทเพลงลิขสิทธิ์ของชมรมฯ นำรายได้ช่วยเหลือเพื่อนข้าราชการตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจากกาปฏิบัติหน้าที่ และสนับสนุนหน่วยงานต่างๆที่ขาดแคลนตามแต่ ร้องขอมา โดยกิจกรรมดนตรี “อธิษฐานขอเป็นข้าแผ่นดิน” โดยศิลปินอาจารย์ธนิสร์ ศรีกลิ่นดี ศิลปินแห่งชาติปี 2559 ไก่ไอดิน และทีมศิลปินนักร้องในทีมงาน และทุกท่านจะได้พบกับบทเพลงเอกของชมรม คือเพลง "ฟ้าห่วงแผ่นดิน" เป็นบทเพลงเพื่อระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นที่หาที่สุดมิได้ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 และ เพลง ราชาทรงพระเจริญ เป็นบทเพลงเทิดไท้และแสดงความจงรักภักดีองค์ราชันต่อรัชกาลที่10 ในงานทางชมรมยังมี ซีดี.อัลบั้มชุด “อธิษฐาน” ขอเป็นข้าแผ่นดิน” ประพันธ์เนื้อร้อง ทำนองและเรียบเรียงเสียงดนตรี โดย พันตำรวจเอก ดร.ไพรัตน์ ไพพรรณรัตน์ มาจำหน่ายในราคา 19 บาท ในวันอาทิตย์ที่ 10 กันยายน 2560 ณ หอประชุม โรงเรียนวัดทรงธรรม อำเภอพระประแดงจังหวัดสมุทรปราการ ถนนเพชรหึงษ์ ตำบลตลาด อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ ครั้งนี้ ทางชมรมจะมอบเงินเติมกองทุนแม่ของแผ่นดินให้กับจังหวัดสมุทรปราการ โดยได้นำเรียน ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ ทราบตามขั้นตอนแล้ว

รายละเอียดเพิ่มเติม
สำหรับความเป็นมาของการก่อตั้งชมรมเพื่อนช่วยเพื่อนตำรวจแห่งชาติ สืบเนื่องจากการที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ทำแผนพัฒนา พ.ศ. 2550 – 2554 โดยให้ข้าราชการตำรวจทุกคนต้องปฏิบัติ ซึ่งหนึ่งในแผนพัฒนานั้นกำหนดให้ตำรวจทำโครงการต่างๆ ในแต่ละด้าน ซึ่งขณะนั้น พ.ต.อ.ดร.ไพรัตน์ ไพพรรณรัตน์ ยังมียศแค่ พ.ต.ท.และดำรงตำแหน่ง เพียงสารวัตรใหญ่ .สภ.โพรงมะเดื่อ อ.เมือง จ.นครปฐม จึงได้ทำโครงการตามแผนชื่อ “โครงการเพื่อนช่วยเพื่อน” ขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2550 โดยนำลิขสิทธิ์เพลงของตัวเองมาเผยแพร่ต่อสาธารณชนตามสิทธิแห่งกฎหมาย (พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ ประกอบกับสิทธิแห่งความเป็นเจ้าของทรัพย์สินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์) อีกทั้ง พ.ร.บ. ตำรวจแห่งชาติกำหนดอำนาจหน้าที่ของตำรวจไว้ ตาม ม.6(7) ว่าการปฏิบัติการอื่นใดเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้การปฏิบัติการตามอำนาจหน้าที่ตาม(3) ป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดอาญา... ฯลฯ ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและกฎ ก.ตร. ว่าด้วยประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของตำรวจในส่วนคุณธรรม ค่านิยมหลัก และอุดมคติของตำรวจ กำหนดให้ข้าราชการตำรวจ ต้องยึดถือคุณธรรมสี่ประการตามพระบรมราโชวาทเป็นเครื่องเหนี่ยวรั้งในการประพฤติตน และปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งหนึ่งในสี่ประการนั้น ได้ให้ข้าราชการตำรวจต้องรู้จักละวางความชั่ว ความทุจริต และรู้จักสละประโยชน์ส่วนน้อยของตนเพื่อประโยชน์ ส่วนใหญ่ของบ้านเมือง

“โครงการเพื่อนช่วยเพื่อน”จึงเป็นสิ่งที่ทางชมรมฯได้ดำเนินการตามมาโดยตลอด เพื่อนำรายได้ที่ชอบด้วยกฎหมายของตน มาสร้างประโยชน์แก่บ้านเมืองเรื่อยมา จนกระทั่งสิ้นสุดห้วงเวลาของแผนพัฒนาสำนักงานตำรวจแห่งชาติคือ พ.ศ. 2554 ปรากฏว่ามีหน่วยงานในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้มีความศรัทธาถึงการช่วยเหลือของโครงการเพื่อนช่วยเพื่อนฯโดยมีหนังสือร้องขอ เพื่อขอรับการสนับสนุนให้ช่วยเหลือด้านงบประมาณ ในการปฏิบัติหน้าที่ด้านงานป้องกันปราบปรามอย่างต่อเนื่อง “โครงการเพื่อนช่วยเพื่อน” จึงได้เปลี่ยนมาเป็น “ชมรมเพื่อนช่วยเพื่อนตำรวจแห่งชาติ”ในเวลาต่อมา

ปัจจุบัน“ชมรมเพื่อนช่วยเพื่อนตำรวจแห่งชาติ” ได้ดำเนินการต่อโดยใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งขณะนั้น ตำรวจภูธรภาค 7 ได้มีหนังสือแจ้งให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติทราบตามหนังสือ ภ.7 ที่ 0022.152 / 4447 ลงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2553 สำนักงานตำรวจแห่งชาติรับทราบตามหนังสือเลขรับที่ 48518 ลงวันที่ 2 ธันวาคม 2553 และกองสารนิเทศ ในฐานะหน่วยงานที่ทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ดำเนินการประชาสัมพันธ์ทางสื่อที่รับผิดชอบ จน “ชมรมเพื่อนช่วยเพื่อนตำรวจแห่งชาติ” เป็นที่รู้จักในหมู่ข้าราชการตำรวจทั่วๆ ไป และเป็นที่ประจักษ์แก่สังคม จนกระทั่ง ประธานชมรมเพื่อนช่วยเพื่อนตำรวจแห่งชาติ คือ พ.ต.อ.ดร.ไพรัตน์ ไพพรรณรัตน์ ซึ่งเป็นนายตำรวจสัญญาบัตรเพียงนายเดียวที่ได้รับการคัดเลือกจากคณะกรรมการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้เข้ารับรางวัล “ทำดีติดดาว” ในปี พ.ศ. 2554 และหลังจากได้รับรางวัลก็ได้ทำประโยชน์ให้แก่สังคมเรื่อยมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

พ.ต.อ.ดร.ไพรัตน์ ไพพรรณรัตน์ กล่าวเสริมว่า สำหรับภารกิจของชมรมฯ ในการสนับสนุนงานป้องกันปราบปรามให้หน่วยงาน ในสังกัดต่างๆ ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติเพื่อให้มีประสิทธิภาพนั้น โดยตนได้มอบงบประมาณและวัสดุอุปกรณ์ตามที่ได้รับการร้องขอให้การสนับสนุนสถานีตำรวจต่างๆ / ภ.จว. ต่างๆ อาทิ เช่น เสื้อเกราะกันกระสุน, อุปกรณ์การตั้งจุดตรวจ จุดสกัด/ ช่วยเหลือข้าราชการตำรวจในโอกาสต่างๆ , สนับสนุนงานป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด เพื่อให้มีประสิทธิภาพ ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ที่ทรงห่วงใยพสกนิกรชาวไทยที่ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหายาเสพติด โดยเติมกองทุนแม่ของแผ่นดินให้กับจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ จังหวัดละ 30,000 บาท และสนับสนุนโครงการ D.A.R.E. ให้กับตำรวจภูธรจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศแห่งละ 50,000 บาท ซึ่งได้ดำเนินการมาแล้วหลายแห่งโดยชมรมฯ มีแผนงานที่จะดำเนินการให้ครบทุกแห่งทั่วประเทศในโอกาสต่อๆ ไป

พ.ต.อ.ดร.ไพรัตน์ ไพพรรณรัตน์ ยังกล่าวอีกว่า จากการที่ชมรมได้สร้างคุณประโยชน์ให้กับบ้านเมืองเรื่อยมาอีกทั้งสนับสนุนนโยบายของรัฐบาล สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้มีหนังสือ ที่ นร. 0409/7604 ลงวันที่ 2 สิงหาคม 2559 ขอความร่วมมือไปยังผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ให้เผยแพร่บทเพลงของชมรมฯ ไปสู่สาธารณชน อย่างกว้างขวาง ซึ่งเป็นบทเพลงแสดงความจงรักภักดี ต่อสถาบัน พระมหากษัตริย์ และปลุกจิตสำนึกรักชาติ และเชิญชวนให้ประชาชนรับชม-ฟังบทเพลง “แผ่นดินของพ่อ” ผ่านทางยูทูป “ทำเนียบรัฐบาล” หรือ www.thaigov.go.th

อีกทั้งปัจจุบัน นายกรัฐมนตรีในฐานะประธานกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ ได้มีประกาศระเบียบ ก.ต.ช. ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการจัดระบบการบริหาร การปฏิบัติงาน ด้านการป้องกันและปราบปรามฯ พ.ศ.2559 มีผล 16 กันยายน 2559 ให้ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด หัวหน้าสถานีตำรวจ มีหน้าที่เชิญ องค์กรภาคเอกชน ซึ่งหมายความรวมถึงชมรมด้วย มาร่วมให้ข้อคิดเห็นในเรื่องนโยบาย แผน หรือโครงการตามภารกิจ ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และอาจขอรับการสนับสนุนงบประมาณ วัสดุ ครุภัณฑ์ หรืออื่นๆ จากองค์กรภาคเอกชน (หมายถึงชมรมด้วย) ซึ่ง ณ ปัจจุบันนี้หน่วยงานต่างๆ ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ร้องขอรับการสนับสนุนงบประมาณ วัสดุ และ สิ่งของอื่นๆ อยู่อย่างต่อเนื่อง

ชมรมฯจัดกิจกรรมในรูปแบบ นำแผ่นซีดีเพลงลิขสิทธิ์ของชมรม ออกจำหน่าย และเผยแพร่บทเพลงต่อสาธารณชนโดยจัดจำหน่ายบัตร ในกิจกรรมคอนเสิร์ต จากใจผู้พิทักษ์ รักเธอแผ่นดิน , คอนเสิร์ต “เป็นตำรวจ” อธิษฐาน ขอเป็นข้าผ่านดิน” ซึ่งเป็นการจัดหารายได้ โดยชอบด้วยกฎหมายอันมิใช่การเรี่ยไร มิได้ขอรับการบริจาค ตามลิขสิทธิ์แห่งกฎหมาย เพื่อประโยชน์ของบ้านเมืองต่อไป ด้วยเหตุและผลอีกทั้งสิทธิตามกฎหมายต่างๆ ที่ได้กำหนดอำนาจหน้าที่ไว้ จึงขอประชาสัมพันธ์ การดำเนินการของชมรมฯ มาให้ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนได้ทราบโดยทั่วกัน และขอเรียนเชิญพี่น้องประชาชนทุกท่านเข้าร่วมกิจกรรมตามวันและเวลาดังกล่าว....

เอกสารประกอบ : ( ไม่มีเอกสารประกอบ )
ลิ้งค์เอกสารภายนอก : ( ยังไม่มีเอกสารลิ้งค์ภายนอก )








<= ข่าวประชาสัมพันธ์ =>

   อธิการบดีมหาวิทยาลัยคริสเตียน ได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิและวิชาชีพ ในคณะกรรมการเขตสุขภาพเพื่อประชาชน เขตพื้นที่ 5

อธิการบดีมหาวิทยาลัยคริสเตียน ได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิและวิชาชีพ ในคณะกรรมการเขตสุขภาพเพื่อประชาชน เขตพื้นที่ 5

@รายละเอียด@
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จันทร์จิรา วงษ์ขมทอง อธิการบดีมหาวิทยาลัยคริสเตียน ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิและวิชาชีพ ในคณะกรรมการเขตสุขภาพเพื่อประชาชน เขตพื้นที่ 5 และได้เข้าร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการ “Kick off เขตสุขภาพเพื่อประชาชน” เมื่อวันพุธที่ 7 มิถุนายน พ.ศ.2560 ณ ศูนย์ประชุมวายุภักษ์ โรงแรมเซนทราศูนย์ราชการฯ กรุงเทพฯ

รายละเอียดเพิ่มเติม
?????

เอกสารประกอบ : ( ไม่มีเอกสารประกอบ )
ลิ้งค์เอกสารภายนอก : ( ยังไม่มีเอกสารลิ้งค์ภายนอก )








<= ข่าวประชาสัมพันธ์ =>

   กรมสุขภาพจิต เผย ศิลปะบำบัด อีกหนึ่งแนวการบำบัดทางเลือกเพื่อเด็กพิเศษ

กรมสุขภาพจิต เผย ศิลปะบำบัด อีกหนึ่งแนวการบำบัดทางเลือกเพื่อเด็กพิเศษ

@รายละเอียด@
นาวาอากาศตรี นายแพทย์บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ กล่าวว่า ศิลปะ คือ หนทางแห่งการปลดปล่อยอารมณ์ ความรู้สึก ความคิด ตามความต้องการของแต่ละคน และในการบำบัดรักษาทางจิตเวช ก็ได้นำเอาศิลปะมาประยุกต์ใช้เพื่อค้นหาข้อบกพร่อง หรือความผิดปกติบางประการของกระบวนการทางจิตใจ ช่วยในการบำบัดรักษา และฟื้นฟูสมรรถภาพให้ดีขึ้น สำหรับเด็ก ศิลปะจะช่วยในด้านการพัฒนาอารมณ์ สติปัญญา สมาธิ ความคิดสร้างสรรค์ รวมถึงช่วยพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็ก และการประสานงานการเคลื่อนไหวของร่างกาย ตลอดจนเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยกระตุ้นการสื่อสาร และเสริมสร้างทักษะทางสังคมอีกด้วย การใช้ศิลปะบำบัด จึงเป็นรูปแบบหนึ่งของการแพทย์เสริมและทางเลือก ที่เน้นการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม นำมาเสริมในการดูแลรักษาแนวทางหลักให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น การบำบัดรักษาเด็กพิเศษ ในปัจจุบัน กรมสุขภาพจิต ได้ใช้ศิลปะบำบัด ทั้งด้านทัศนศิลป์ ได้แก่ การวาด ระบายสี การปั้น การประดิษฐ์ ฯลฯ การใช้ดนตรีบำบัด ได้แก่ การเล่นดนตรี ร้องเพลง ฯลฯ และละครบำบัด ได้แก่ การแสดงละคร และการเคลื่อนไหวร่างกาย ฯลฯ ซึ่งจะใช้แตกต่างกันไปในเด็กพิเศษหรือผู้รับการบำบัดที่มีสภาพปัญหาแตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม หัวใจสำคัญที่นำมาใช้ในกระบวนการทางศิลปะบำบัด คือ การสนับสนุน และเสริมสร้างกำลังใจ โดยให้ความสนใจ ให้กำลังใจ และชมเชยเมื่อทำได้สำเร็จ หรือมีความพยายามเพิ่มขึ้น
อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวต่อว่า กรมสุขภาพจิต ได้นำศิลปะด้านดนตรี หรือดนตรีบำบัด มาช่วยกระตุ้นและส่งเสริมพัฒนาการด้านต่างๆ ให้กับเด็ก ช่วยเสริมการเคลื่อนไหวร่างกายในการฟื้นฟูสมรรถภาพ ลดพฤติกรรมก้าวร้าว รุนแรง อยู่ไม่นิ่ง ด้วยการใช้ “Optimusic” เทคโนโลยีที่สร้างแรงจูงใจในการเคลื่อนไหวร่างกาย ด้วยการบูรณาการระบบประสาทการได้ยิน การมองเห็น และการสัมผัส ในกลุ่มเด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา ผู้ที่มีปัญหาการรับรู้ประสาทรับความรู้สึก เด็กออทิสติก รวมถึงเด็กสมองพิการ เป็นต้น หลักการทำงานของ Optimusic จะประกอบด้วย อุปกรณ์สร้างลำแสงสีต่างๆ อุปกรณ์ที่เป็นแผ่นสะท้อนแสง และโปรแกรมซอฟต์แวร์ โดยลำแสงจากอุปกรณ์แต่ละสีจะมีเซ็นเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหวที่ตัดผ่านลำแสงหรือปิดการสะท้อนของลำแสง ส่งไปยังคอมพิวเตอร์ เพื่อเชื่อมโยงกับเสียงดนตรี หรือเสียงต่างๆ การใช้แสงและเสียงดนตรีย่อมช่วยให้เด็กสนใจและสนุก อีกทั้งยังได้เคลื่อนไหว ได้เรียนรู้การแยกสี การเรียงลำดับเสียงและเหตุการณ์ ทำให้สมองได้รับการพัฒนา นอกจากนี้ ได้ใช้ “ละครบำบัด” ช่วยในการฟื้นฟูสมรรถภาพทางร่างกาย การเคลื่อนไหว การใช้กล้ามเนื้อทั้งมัดเล็กและมัดใหญ่ พัฒนาทักษะทางภาษาให้สามารถเข้าใจและสื่อสารกับบุคคลอื่นได้ ตลอดจนช่วยในการพัฒนาทักษะการช่วยเหลือตัวเอง และ การส่งเสริมพัฒนาการทางสังคมและการแสดงออก รวมถึงการได้สำรวจตัวเอง เรียนรู้การแสดงออกทางอารมณ์ความรู้สึกที่หลากหลาย สำหรับการสร้างสัมพันธภาพกับบุคคลอื่น ซึ่ง หัวใจสำคัญของการนำละครมาใช้กับเด็กพิเศษ คือ การสร้างพลังศรัทธาในตัวเองและกระตุ้นให้เกิดแรงบันดาลใจในการพัฒนาตน สามารถดำรงชีวิตได้อย่างปกติ หรือมีทักษะทางสังคม (Social Skills) “ละครต้องเริ่มที่ความสนุก ความสนุกจะนำพาไปสู่ความกระตือรือร้นในการเรียนรู้และเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไปในทิศทางที่ดีขึ้น”
ด้าน นางสาวจันทริกา ปินตาโมงค์ นักวิชาการศึกษา สถาบันพัฒนาการเด็กราชนครินทร์ กลุ่มการแพทย์ทางเลือก งานละคร ดนตรีและศิลปะบำบัด กล่าวเสริมว่า การจัดกิจกรรม Optimusic เป็นกิจกรรมที่เน้นเด็กเป็นศูนย์กลางโดยนำดนตรีเป็นสื่อเชื่อมและปรับพฤติกรรม โดยเด็กจะเรียนรู้พร้อมกับปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างสนุกสนาน สามารถจัดได้ทั้งแบบเดี่ยว และกลุ่มเพื่อฝึกการใช้กฎกติกามารยาทในการอยู่ร่วมกัน ฝึกสมาธิ ความสนใจ การรอคอยช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เสริมสร้างทักษะทางด้านสังคม โดยการออกแบบกิจกรรมผ่านโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เช่น การเล่นแบบสร้างสรรค์ การเล่นตามความคิดและจินตนาการ ถ่ายทอดผ่านการเล่น แสดงจากความรู้สึกออกมาทันที สร้างเรื่องราวผ่านเสียง เคลื่อนไหวร่างกายให้สอดคล้องกับดนตรี ทั้งนี้ คลินิกดนตรีบำบัด และคลินิก Optimusic เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.30 – 20.30 น. มีจำนวนผู้เข้ารับบริการทางคลินิก ในปัจจุบัน จำนวน 338 ราย จากการให้บริการ พบว่า ร้อยละ 96 ของผู้เข้ารับบริการ มีความฉลาดทางอารมณ์เพิ่มมากขึ้น พฤติกรรมก้าวร้าวลดลง การทำงานประสานกันระหว่างมือ ตา และกล้ามเนื้อเพิ่มมากขึ้น รู้จักรอคอยและมีสมาธิในการเรียนรู้ได้นานยิ่งขึ้น มีทักษะในการสื่อสารและการโต้ตอบกับบุคคลอื่น ตลอดจนเกิดความสนุกสนาน และรู้สึกผ่อนคลาย
ด้าน นางสาวชนารดี สุวรรณมาโจ นักละครบำบัด กลุ่มงานละคร สถาบันพัฒนาการเด็กราชนครินทร์ กล่าวว่า ทีมงานละครจะเน้นกระบวนการกลุ่ม เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกัน กิจกรรมที่ออกแบบให้กับผู้รับการฝึกจะอยู่บนพื้นฐานของ ความสนุก เพื่อตอบโจทย์ความเป็นละคร บทละครที่ถูกนำมาใช้จะอยู่บนพื้นฐานของชีวิตจริงที่ผู้รับการฝึกมีโอกาสจะได้เจอ ซึ่งทิศทางในการฝึกละครบำบัด สำหรับเด็กพิเศษ (อายุ 3 ปีขึ้นไปจนถึงผู้ใหญ่) แบ่งเป็น 5 ทิศทาง แต่ละทิศทางจะมีรายละเอียดของกิจกรรมเชิงลึกที่ปรับใช้สำหรับผู้รับการบำบัดแต่ละคน ทิศทางที่ 1 การละลายพฤติกรรมของผู้รับการบำบัด ทิศทางที่ 2 การใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ทิศทางที่3 การใช้จินตนาการและสมาธิ ทิศทาง ที่ 4 การเคลื่อนไหวสร้างสรรค์ และ ทิศทางที่ 5 การแสดงด้นสด เพื่อพัฒนาทักษะทางสังคมและการแก้ปัญหา ปัจจุบันจำนวนผู้เข้ารับการฝึกทักษะทางสังคมในรูปแบบละคร มีจำนวนเฉลี่ยวันละ 4-12 รายต่อวัน ทุกรายต้องเข้าโปรแกรม การฝึกต่อเนื่องสัปดาห์ละ 3-5 วัน อย่างน้อย 1 เดือน จึงเริ่มที่จะมองเห็นพัฒนาการการปรับตัวในการอยู่ร่วมกับคนอื่นๆ ในสังคม จากการประเมินพัฒนาการทางอารมณ์ ผู้เข้ารับการฝึกทุกๆ 1 เดือน พบว่า ร้อยละ 95 มีความฉลาดทางอารมณ์มากขึ้น มีความสุขในการเรียน และ ร้อยละ 100 มีความก้าวร้าวลดลงจนแทบจะไม่ปรากฏให้เห็น มีความสามารถด้านการเคลื่อนไหว มีความคิดสร้างสรรค์ ตลอดจนมีสมรรถภาพทางร่างกายและวินัยทางสังคมที่ดีขึ้นถึงร้อยละ 70 ยกตัวอย่างเช่น วันแรกที่เข้ารับการฝึกอาจยังไม่รู้จักมารยาทเบื้องต้นบนโต๊ะอาหารและการแปรงฟันหลังรับประทานอาหาร แต่เมื่อผ่านไป 1 เดือน ผู้เข้ารับการฝึกสามารถที่จะรับผิดชอบอุปกรณ์การทานอาหารของตนเองและรู้หน้าที่เรื่องการแปรงฟัน โดยที่ไม่ต้องสั่งให้ทำ แต่จะทำเองโดยอัตโนมัติ เพราะเข้าใจว่ามันคือหน้าที่ที่ต้องทำในการดูแลรักษาตัวเอง เป็นต้น

รายละเอียดเพิ่มเติม
ประสานข้อมูล/ประสานผู้ให้สัมภาษณ์ : นางสาวปิยฉัตร ทับทิมเจือ (กบ)
กองสุขภาพจิตสังคม กรมสุขภาพจิต 081-8075279

เอกสารประกอบ : ( ไม่มีเอกสารประกอบ )
ลิ้งค์เอกสารภายนอก : ( ยังไม่มีเอกสารลิ้งค์ภายนอก )








<= ข่าวประชาสัมพันธ์ =>

   คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ขอเชิญร่วมงาน...วันคล้ายวันสถาปนาคณะศึกษาศาสตร์ ครบรอบ 47 ปี

คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ขอเชิญร่วมงาน...วันคล้ายวันสถาปนาคณะศึกษาศาสตร์ ครบรอบ 47 ปี

@รายละเอียด@
ในวันพฤหัสบดีที่ 15 มิถุนายน 2560 ณ ห้องประชุมหลวงพ่อวัดไร่ขิงอุปถัมภ์ ชั้น 5 อาคารศึกษา 3 คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร

กิจกรรม :
๐๖.๐๐ น. - พิธีบวงสรวงพระพิฆเนศวร ที่เทวาลัยในพระราชวังสนามจันทร์
- ถวายสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ ๖
- สักการะศาลหลักเมือง
- บวงสรวงพระพิฆเนศวรที่โรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยศิลปากร
- สักการะพระภูมิเจ้าที่หน้าอาคารศึกษา ๓ คณะศึกษาศาสตร์
- สักการะและวางช่อดอกไม้ ณ อนุสาวรีย์ ฯพณฯ ศาสตราจารย์ หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล
๑๐.๓๐ น. - ถวายภัตตาหารเพลแด่พระสงฆ์ ๑๐ รูป (ห้องประชุมหลวงพ่อวัดไร่ขิงอุปถัมภ์ ชั้น ๕ อาคารศึกษา ๓)
๑๒.๐๐ น. - เปิดตัวโลโก้ และแถลงข่าวการจัดงานเนื่องในโอกาสครบรอบ ๔๘ ปี คณะศึกษาศาสตร์
- กิจกรรมต่างๆ ที่จะจัดขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ ๔๘ ปี คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร

รายละเอียดเพิ่มเติม
*

เอกสารประกอบ : ( ไม่มีเอกสารประกอบ )
ลิ้งค์เอกสารภายนอก : ( ยังไม่มีเอกสารลิ้งค์ภายนอก )








<= ข่าวประชาสัมพันธ์ =>

   สคร. 5 ราชบุรี ห่วงสุขภาพคนทำงานออฟฟิศ แนะยืดเหยียดกล้ามเนื้อและพักสายตาบ่อยๆ ลดความเมื่อยล้าของร่างกาย ป้องกันอาการออฟฟิศซินโดรม

สคร. 5 ราชบุรี ห่วงสุขภาพคนทำงานออฟฟิศ แนะยืดเหยียดกล้ามเนื้อและพักสายตาบ่อยๆ ลดความเมื่อยล้าของร่างกาย ป้องกันอาการออฟฟิศซินโดรม

@รายละเอียด@
สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 5 จังหวัดราชบุรี กรมควบคุมโรค มีความห่วงใยสุขภาพคนทำงานออฟฟิศ หวั่นเกิดอาการออฟฟิศซินโดรม ซึ่งเกิดจากสภาพแวดล้อมในที่ทำงานไม่เหมาะสม แนะหากิจกรรมที่มีการเคลื่อนไหวของร่างกาย ยืดเหยียดกล้ามเนื้อบ่อยๆ ลดความเมื่อยล้าของร่างกาย และควรพักสายตาจากการทำงานกับคอมพิวเตอร์ทุกๆ 1 – 2 ชั่วโมง และให้พักสายตาบ่อยๆ

รายละเอียดเพิ่มเติม
นายแพทย์สุเมธ องค์วรรณดี ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 5 จังหวัดราชบุรี กล่าวว่า ออฟฟิศซินโดรม เป็นกลุ่มอาการที่เกิดขึ้นกับคนที่ทำงานในออฟฟิศ สาเหตุของโรคมักเกิดจากสภาพแวดล้อมในสถานที่ทำงานไม่เหมาะสม ไม่มีการเปลี่ยนอิริยาบถหรือเคลื่อนไหวร่างกาย ส่งผลให้เกิดอาการกล้ามเนื้ออักเสบ อวัยวะส่วนต่างๆ ทั้งนี้ ช่วงอายุของผู้มีอาการออฟฟิศซินโดรม จากอดีตมักพบในกลุ่มคนวัยทำงานอายุ 40 ปี ปัจจุบันลดลงมาอยู่ที่ 20 กว่าปี สาเหตุอาจเป็นเพราะวิถีการดำเนินชีวิตเปลี่ยน เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้น มีการใช้โซเชียลอย่างแพร่หลาย โดยในกลุ่มที่เล่นโซเชียลผ่านโทรศัพท์มือถือนานๆ ส่วนใหญ่จะพบการอักเสบของข้อมือ และในระยะยาวอาจเกิดอาการนิ้วล็อก เหยียดให้ตรงไม่ได้
นายแพทย์สุเมธ กล่าวอีกว่า วิธีป้องกันและปรับสมดุลคนทำงานออฟฟิศพิชิต 2 ม. (เมื่อยตัว และเมื่อยตา) 1) "ม. เมื่อยตัว" ป้องกันได้โดยการนั่งทำงานด้วยท่าทางการทำงานที่ถูกต้องเหมาะสม ของที่ใช้บ่อยให้วางไว้ใกล้ตัว จัดอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ให้เหมาะสมแก่ผู้ใช้งาน โดยหน้าจอคอมพิวเตอร์และเก้าอี้ที่นั่ง ควรปรับให้เหมาะสมกับผู้ใช้แต่ละคน ควรหยุดพักเป็นระยะระหว่างทำงาน หากิจกรรมที่มีการเคลื่อนไหวของร่างกายหรือยืดเหยียดกล้ามเนื้อ จะช่วยผ่อนคลายความตึงเครียด ทำให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่า ลดความปวดเมื่อยล้าของกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นได้เป็นอย่างดี
2) วิธีการป้องกันและแก้ไขปัญหา "ม.เมื่อยตา" คือ จัดตำแหน่งการทำงานให้เหมาะสม แสงสว่างเพียงพอ ขณะทำงานให้กระพริบตาบ่อยๆ เพื่อป้องกันภาวะตาแห้ง หรือให้พักหลับตาประมาณ 3 -5 วินาทีบ่อยๆ เพื่อช่วยกระตุ้นต่อมน้ำตาให้ไหลออกมาเพื่อให้ความชุ่มชื้นแก่ดวงตา ควรมีการพักสายตาเป็นช่วงสั้นๆจากการทำงานกับคอมพิวเตอร์ทุกๆ 1 – 2 ชั่วโมง ให้พักสายตาประมาณ 5 – 10 นาที โดยละสายตาจากคอมพิวเตอร์ มองไปไกลๆ และควรลุกขึ้นเดินยืดเส้นยืดสายบ้าง หากรู้สึกเคืองตา ปวดตา หรือแสบตา ให้พักสายตาทันที อย่าฝืนทำงานต่อ หากประชาชนมีข้อสงสัยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 5 จังหวัดราชบุรี เบอร์ติดต่อ 032310804 หรือสายด่วนกรมควบคุมโรค โทร 1422 นายแพทย์สุเมธ กล่าวปิดท้าย

เอกสารประกอบ : ( ไม่มีเอกสารประกอบ )
ลิ้งค์เอกสารภายนอก : ( ยังไม่มีเอกสารลิ้งค์ภายนอก )








<= ข่าวประชาสัมพันธ์ =>

   สคร.5 ราชบุรี เตือนอากาศร้อนจัดให้ประชาชนหมั่นดูแลสุขภาพของตนเอง หลีกเลี่ยงการอยู่กลางแดดที่ร้อนจัด ดื่มน้ำเปล่ามากๆ ตลอดทั้งวันโดยไม่ต้องรอหิวน้ำ

สคร.5 ราชบุรี เตือนอากาศร้อนจัดให้ประชาชนหมั่นดูแลสุขภาพของตนเอง หลีกเลี่ยงการอยู่กลางแดดที่ร้อนจัด ดื่มน้ำเปล่ามากๆ ตลอดทั้งวันโดยไม่ต้องรอหิวน้ำ

@รายละเอียด@
สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 5 จังหวัดราชบุรี กรมควบคุมโรค เตือนช่วงหน้าร้อนนี้ ให้ประชาชนหมั่นดูแลสุขภาพของตนเอง หลีกเลี่ยงการอยู่กลางแดดที่ร้อนจัด ดื่มน้ำเปล่ามากๆ ตลอดทั้งวันโดยไม่ต้องรอหิวน้ำ โดยเฉพาะใน 6 กลุ่มเสี่ยงสำคัญ พร้อมคาดการณ์ช่วงหน้าร้อนปีนี้จะมีผู้ป่วยโรคลมแดด ลมร้อน หรือฮีทสโตรก ประมาณ 150 ถึง 400 คนต่อเดือน และจะพบผู้ป่วยสูงสุดในช่วงเดือน เม.ย. - พ.ค.

รายละเอียดเพิ่มเติม
นายแพทย์สุเมธ องค์วรรณดี ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 5 จังหวัดราชบุรี กล่าวว่า ในช่วงฤดูร้อนของทุกปี สิ่งที่ควรระมัดระวังเป็นพิเศษคือการเสียชีวิตอันเนื่องมาจากภาวะอากาศร้อนโดยเฉพาะโรคลมแดด ลมร้อน หรือฮีทสโตรก ซึ่งเป็นภาวะวิกฤตที่ร่างกายไม่สามารถปรับตัวหรือควบคุมระดับความร้อนในร่างกายได้ เกิดจากมีความร้อนในสิ่งแวดล้อมสูงจนร่างกายไม่สามารถระบายความร้อนได้ตามปกติ พบได้บ่อยในผู้ที่ทำงานกลางแจ้งเป็นเวลานาน ในนักกีฬา หรือในทหารที่ต้องฝึกหนักกลางแจ้ง ผู้ป่วยจะรู้สึกอ่อนเพลีย หน้ามืด หากมีอาการรุนแรงผู้ป่วยจะตัวร้อนจัด เหงื่อไม่ออก คลื่นไส้ อาเจียน ปวดศีรษะ เป็นลม ซึ่งในบางรายอาจถึงแก่ชีวิตได้

นายแพทย์สุเมธ กล่าวต่อไปว่า คำแนะนำสำหรับประชาชน คือ หลีกเลี่ยงการอยู่กลางแดดที่ร้อนจัด โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว ควรดื่มน้ำเปล่ามากๆ ตลอดทั้งวันโดยไม่ต้องรอหิวน้ำ สวมใส่เสื้อผ้าที่ระบายความร้อนได้ดี โปร่งสบาย ไม่รัดแน่นจนเกินไป หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด ไม่ปล่อยให้ผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยติดเตียงอยู่ในบ้านที่เป็นห้องกระจกปิดไว้เพียงลำพัง และไม่ทิ้งเด็กเล็กหรือผู้ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ไว้ในรถที่จอดตากแดด หากมีอาการตัวร้อนแต่เหงื่อไม่ออก หายใจถี่ อาจวิงเวียนศีรษะ ให้รีบไปพบแพทย์ โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงสำคัญ 6 กลุ่มที่ต้องดูแลสุขภาพของตนเองเป็นพิเศษ ได้แก่
1. ผู้ที่ทำงานหรือทำกิจกรรมกลางแดด เช่น เล่นกีฬาหรือฝึกทหารโดยขาดการเตรียมตัวมาก่อน ผู้ใช้แรงงานกลางแดด เช่น กรรมกร ก่อสร้าง เกษตรกร เป็นต้น
2. เด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบ และผู้สูงอายุ
3. ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคความดันโลหิตสูง
4. คนอ้วน
5. ผู้ที่อดนอน
6. ผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จัด

หากพบผู้ป่วยจากภาวะอากาศร้อนให้ทำการช่วยเหลือเบื้องต้น ดังนี้
1.นำผู้มีอาการเข้าร่ม นอนราบ ยกเท้าสูงทั้งสองข้าง ถอดเสื้อผ้าชั้นนอกออก
2.เทน้ำเย็นราดลงบนตัวเพื่อลดอุณหภูมิร่างกายให้ลดต่ำลงโดยเร็วที่สุด
3.ใช้ผ้าชุบน้ำเย็นหรือน้ำแข็งประคบตามซอกคอ รักแร้ ขาหนีบ
4.ไม่ควรใช้ผ้าเปียกคลุมตัวเพราะจะขัดขวางการระเหยของน้ำออกจากร่างกาย
5.รีบนำส่งโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดหรือโทรศัพท์ขอความช่วยเหลือสายด่วน 1669 ทันที
หากประชาชนมีข้อสงสัยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 5 จังหวัดราชบุรี เบอร์ติดต่อ 032310804 หรือสายด่วนกรมควบคุมโรค โทร 1422 นายแพทย์สุเมธ กล่าวปิดท้าย

เอกสารประกอบ : ( ไม่มีเอกสารประกอบ )
ลิ้งค์เอกสารภายนอก : ( ยังไม่มีเอกสารลิ้งค์ภายนอก )








  รายการที่ค้นพบมีทั้งสิ้น [ 90 ] รายการ จำนวน [ 9 ] หน้า
  หน้าที่=> 1 หน้าต่อไป=>>

 ข่าวสาร/ประชาสัมพันธ์
 
 
 คอลั่มน์ ! ไอที ... ผีบอก
 
 คอลั่มน์ ! พระเกจิอาจารย์
 
 บุคคลากรบริหาร
 

 
 


รายงานสภาพน้ำและการระบายน้ำ


สตาร์นิวส์ ข่าวออนไลน์


ออนไลน์นิวส์ ข่าวออนไลน์
32 ม.4 ต.นครปฐม อ.เมือง จ.นครปฐม 73000
โทรศัพท์ : 061-9544294, 089-0844918
แฟ็กซ์ : 034-267933
อีเมล : online-news@hotmail.co.th
<= : ติดต่อศูนย์ข่าว : =>
คุณธัญพร ดังตราชู


ออกแบบโดย ทางใหม่ซอฟท์ Tel.061-9544294 © 2012. www.tangmaisoft.com. Inc. All rights Reserved.