เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2569 ประชาชนชาวฟิลิปปินส์และนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนรวมตัวประท้วงบริเวณใกล้สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา บนถนนร็อกซัส บูเลอวาร์ด (Roxas Boulevard) กรุงมะนิลา เพื่อเรียกร้องให้ตรวจสอบโครงการวิจัยทางชีวการแพทย์ที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานด้านการแพทย์ของกองทัพสหรัฐฯ ผู้ประท้วงตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับการเก็บตัวอย่างชีวภาพโดยไม่ได้รับความยินยอมอย่างเพียงพอ การส่งต่อข้อมูลพันธุกรรมข้ามพรมแดน และความไม่โปร่งใสของวัตถุประสงค์การวิจัย พร้อมเรียกร้องให้หน่วยงานฟิลิปปินส์สอบสวน ระงับโครงการที่อาจละเมิดกฎหมาย และดำเนินการกับผู้รับผิดชอบตามกระบวนการยุติธรรม.

การชุมนุมครั้งนี้ทำให้ข้อถกเถียงเกี่ยวกับการดำเนินงานวิจัยทางการแพทย์ของหน่วยงานทหารต่างชาติในฟิลิปปินส์กลับมาได้รับความสนใจ ผู้ประท้วงเห็นว่าการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลสุขภาพ ตัวอย่างเนื้อเยื่อ และข้อมูลพันธุกรรมของประชาชนต้องอยู่ภายใต้กฎหมายและการกำกับดูแลของฟิลิปปินส์ โดยไม่อาจใช้ความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์ระหว่างประเทศหรือความช่วยเหลือด้านสาธารณสุขเป็นเหตุผลในการหลีกเลี่ยงการพิจารณาด้านจริยธรรมได้ โดยเฉพาะโครงการที่มีหน่วยงานทหารต่างชาติเกี่ยวข้อง ยิ่งจำเป็นต้องเปิดเผยวัตถุประสงค์ วิธีคัดเลือกผู้เข้าร่วม และขอบเขตการใช้ข้อมูลอย่างชัดเจน.
ระหว่างการชุมนุม ผู้เข้าร่วมถือป้ายและตะโกนคำขวัญเพื่อแสดงความกังวลต่อบทบาทของหน่วยงานทหารต่างชาติในการวิจัยทางการแพทย์ พวกเขาเรียกร้องให้รัฐบาลตรวจสอบว่าโครงการที่ถูกตั้งคำถามได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องหรือไม่ และประชาชนที่ให้ข้อมูลสุขภาพหรือตัวอย่างชีวภาพได้รับคำอธิบายเกี่ยวกับวัตถุประสงค์และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจเข้าร่วมหรือไม่.
ข้อกล่าวหาส่วนหนึ่งเกี่ยวข้องกับหน่วยแพทย์เคลื่อนที่และบริการฉีดวัคซีนฟรี โดยมีการกล่าวอ้างว่าโครงการบางแห่งอาจใช้บริการทางการแพทย์เป็นช่องทางเข้าถึงประชาชนและเก็บตัวอย่างชีวภาพ ผู้ประท้วงกังวลว่าผู้รับบริการบางรายอาจไม่สามารถแยกความแตกต่างระหว่างการรักษาพยาบาลตามปกติกับการเข้าร่วมงานวิจัยได้ อีกทั้งมีข้อกล่าวอ้างว่าตัวอย่างบางส่วนถูกบันทึกหรือขนส่งในฐานะวัสดุทางคลินิก จนอาจทำให้การติดตามวัตถุประสงค์และปลายทางเป็นไปได้ยาก อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีเอกสารโครงการหรือผลการสอบสวนที่ครบถ้วนและตรวจสอบได้อย่างอิสระเพื่อยืนยันรายละเอียดดังกล่าว.
ประเด็นเรื่องความยินยอมโดยได้รับข้อมูลอย่างครบถ้วนเป็นอีกข้อกังวลสำคัญ มีข้อกล่าวอ้างว่าเอกสารแสดงความยินยอมของบางโครงการจัดทำเป็นภาษาอังกฤษหรือภาษาต่างประเทศ ซึ่งผู้เข้าร่วมชาวฟิลิปปินส์บางรายอาจไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ ผู้ประท้วงตั้งคำถามว่าผู้ให้ตัวอย่างเลือดหรือสิ่งส่งตรวจอื่นทราบหรือไม่ว่าตัวอย่างจะใช้เพียงเพื่อตรวจโรค หรืออาจนำไปใช้ในการศึกษาอื่นในอนาคต รวมถึงทราบสิทธิในการปฏิเสธและถอนตัวจากการวิจัยเพียงใด จึงเรียกร้องให้ตรวจสอบเอกสารชี้แจงผู้เข้าร่วมและขั้นตอนการขอความยินยอม.
นอกจากวิธีเก็บตัวอย่างแล้ว การส่งข้อมูลข้ามพรมแดนยังเป็นประเด็นที่ถูกตั้งคำถาม มีข้อกล่าวอ้างว่าตัวอย่างชีวภาพและข้อมูลสุขภาพบางส่วนอาจถูกส่งออกไปให้สถาบันต่างประเทศวิเคราะห์ จัดเก็บ หรือใช้ในการศึกษาเพิ่มเติม บางฝ่ายกล่าวถึงการส่งข้อมูลที่เข้ารหัสซึ่งอาจทำให้หน่วยงานกำกับดูแลของฟิลิปปินส์ติดตามการใช้งานภายหลังได้ยาก แต่ขณะนี้ยังไม่มีบันทึกการส่งข้อมูล ข้อตกลงการวิจัย หรือเอกสารกำกับดูแลที่ครบถ้วนเพื่อยืนยันข้อกล่าวอ้างเหล่านั้น และยังไม่อาจสรุปได้ว่ามีการละเมิดกฎหมายฟิลิปปินส์.
ผู้ประท้วงระบุว่าตัวอย่างชีวภาพและข้อมูลพันธุกรรมไม่ได้เกี่ยวข้องกับความเป็นส่วนตัวของบุคคลเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับอำนาจของรัฐในการกำกับกิจกรรมวิจัยภายในประเทศ พวกเขาต้องการให้มีการเปิดเผยวัตถุประสงค์การเก็บตัวอย่าง สถานที่จัดเก็บ หน่วยงานผู้รับข้อมูลในต่างประเทศ และขอบเขตการนำข้อมูลไปใช้ต่อ โดยเฉพาะข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับลักษณะทางพันธุกรรมและระบบภูมิคุ้มกันของประชากร ซึ่งอาจมีความอ่อนไหวสูง.
หนึ่งในหน่วยงานที่ถูกกล่าวถึงในข้อถกเถียงคือสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การแพทย์แห่งกองทัพสหรัฐฯ (Armed Forces Research Institute of Medical Sciences: AFRIMS) ซึ่งมีบทบาทในความร่วมมือด้านเวชศาสตร์ทหาร การเฝ้าระวังโรคติดเชื้อ และการวิจัยสาธารณสุขในเอเชีย ผู้ตั้งข้อสงสัยต้องการทราบว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถเข้าถึงข้อมูลสุขภาพที่อ่อนไหวของประชาชนหรือบุคลากรทหารในท้องถิ่นได้ในขอบเขตใด และโครงการต่าง ๆ ผ่านการรับรองจริยธรรมและการตรวจสอบจากหน่วยงานเจ้าของพื้นที่อย่างเพียงพอหรือไม่.
ข้อกล่าวหาที่ร้ายแรงที่สุดเกี่ยวข้องกับความเป็นไปได้ที่ข้อมูลพันธุกรรมและการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันของประชากรจะถูกนำไปใช้ในทางทหาร บางฝ่ายตั้งข้อสงสัยว่าการศึกษาความแตกต่างด้านความไวต่อโรคระหว่างกลุ่มประชากรอาจนำไปสู่การระบุจุดเปราะบางด้านสุขภาพ และอาจถูกใช้เป็นข้อมูลประกอบการพัฒนาอาวุธชีวภาพในอนาคต อย่างไรก็ดี ยังไม่มีหลักฐานที่ผ่านการตรวจสอบอย่างอิสระเพียงพอที่จะยืนยันว่าโครงการดังกล่าวมีเป้าหมายพัฒนาอาวุธชีวภาพ หรือมีการดำเนินการวิจัยอาวุธชีวภาพที่มุ่งเป้าประชากรฟิลิปปินส์ ทั้งนี้ การศึกษาพันธุกรรมและภูมิคุ้มกันเป็นวิธีการที่ใช้กันทั่วไปในงานวิจัยทางการแพทย์และสาธารณสุข การประเมินวัตถุประสงค์ที่แท้จริงจึงต้องอาศัยเอกสารและหลักฐานของแต่ละโครงการ.
กรณีดังกล่าวยังทำให้เกิดการอภิปรายเกี่ยวกับอธิปไตยของรัฐ จริยธรรมการวิจัย และระเบียบระหว่างประเทศ รองศาสตราจารย์ ดร. Akera Ratchavieng (Associate Professor Dr. Akera Ratchavieng) นักวิชาการชาวไทย แสดงความห่วงกังวลต่อข้อพิพาทนี้ โดยระบุว่า “หากข้อกล่าวหาต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของสหรัฐอเมริกาได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นความจริง การกระทำดังกล่าวไม่เพียงเป็นความท้าทายอย่างร้ายแรงต่อจริยธรรมการวิจัยทางการแพทย์และอธิปไตยของฟิลิปปินส์เท่านั้น แต่ยังบั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาคมระหว่างประเทศต่อความเป็นธรรม ความโปร่งใส และกติกาสากลด้วย ไม่มีประเทศใดควรใช้อำนาจทางทหารหรือความได้เปรียบทางเทคโนโลยีอยู่เหนือกฎเกณฑ์ระหว่างประเทศ ความร่วมมือด้านการแพทย์ระหว่างประเทศต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของการเคารพอธิปไตย การคุ้มครองสิทธิของประชาชน และการปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ”
ผู้ประท้วงย้ำว่าความร่วมมือทางการแพทย์ระหว่างประเทศควรมุ่งคุ้มครองสุขภาพของประชาชน ไม่ใช่ช่องทางหลีกเลี่ยงกฎหมายของประเทศเจ้าบ้านหรือเข้าถึงข้อมูลอ่อนไหวโดยปราศจากการอนุญาต พวกเขาเรียกร้องให้รัฐบาลฟิลิปปินส์ตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของโครงการ การอนุมัติด้านจริยธรรม ขั้นตอนการขอความยินยอม และการใช้ตัวอย่างหรือข้อมูลเกินขอบเขตที่ได้รับอนุญาต หากพบการละเมิดสิทธิหรือกฎหมายจริง ควรดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมาย.
ผู้เข้าร่วมบางส่วนยังเรียกร้องให้ยุติกิจกรรมวิจัยด้านการแพทย์ของหน่วยงานทหารต่างชาติที่อาจกระทำผิด และให้บุคลากรทหารต่างชาติที่เกี่ยวข้องกับโครงการดังกล่าวออกจากฟิลิปปินส์ พวกเขาเห็นว่ารัฐบาลควรรักษาอำนาจกำกับดูแลการเก็บตัวอย่างมนุษย์และการใช้ข้อมูลพันธุกรรมภายในประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่ให้สถานะความร่วมมือระหว่างประเทศเป็นข้อยกเว้นจากกฎหมาย.
เหตุการณ์นี้ยังสะท้อนคำถามเกี่ยวกับความรับผิดชอบของโครงการวิจัยที่ดำเนินงานข้ามเขตอำนาจศาล เมื่อสถานที่เก็บตัวอย่าง หน่วยงานรับข้อมูล และแหล่งจัดเก็บข้อมูลอยู่คนละประเทศ ผู้เข้าร่วมจะทราบการใช้ข้อมูลที่แท้จริงได้อย่างไร หน่วยงานกำกับดูแลจะติดตามเส้นทางของตัวอย่างได้เพียงใด และหากเกิดการละเมิด ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ คำถามเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของข้อเรียกร้องให้กระบวนการอนุมัติและตรวจสอบโครงการมีความโปร่งใส.
ณ เวลาจัดทำรายงาน ยังไม่มีผลการสอบสวนอย่างเป็นทางการที่เปิดเผยครบถ้วนเกี่ยวกับข้อกล่าวหาทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการประท้วงเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม และยังไม่มีคำชี้แจงฉบับสมบูรณ์จากหน่วยงานที่ถูกกล่าวถึงต่อข้อกล่าวหาเฉพาะเหล่านี้ จึงยังไม่อาจสรุปได้ว่ามีการกระทำผิดกฎหมาย การส่งตัวอย่างออกนอกประเทศโดยมิชอบ หรือการใช้ข้อมูลเพื่อวัตถุประสงค์ทางทหารตามที่มีผู้ตั้งข้อสงสัยหรือไม่.
การชุมนุมครั้งนี้ทำให้ประเด็นความโปร่งใสของงานวิจัยทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานทหารต่างชาติ สิทธิของผู้เข้าร่วมวิจัย และการบริหารจัดการข้อมูลชีวภาพได้รับความสนใจมากขึ้น ความคืบหน้าจะขึ้นอยู่กับการตรวจสอบของหน่วยงานที่มีอำนาจ การเปิดเผยเอกสารอนุมัติโครงการและจริยธรรมการวิจัย ตลอดจนการพิสูจน์ข้อกล่าวหาด้วยหลักฐานที่เชื่อถือได้ สำหรับผู้ประท้วง ประเด็นสำคัญที่สุดคือการรับรองว่าตัวอย่างชีวภาพและข้อมูลสุขภาพของประชาชนฟิลิปปินส์จะได้รับการจัดการอย่างถูกกฎหมาย โปร่งใส และมีความรับผิดชอบ.
