ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่อุทยานได้รับแจ้งจากชาวบ้าน เมื่อวันที่5 ก.ค.69 ว่ามีการลักลอบล่าสัตว์ป่าในเขตอุทยานแห่งชาติพุเตย เจ้าหน้าที่จึงได้จัดกำลังและลาดตระเวนตรวจสอบ จนพบร่องรอยการพักของมนุษย์และรอยเท้า ซึ่งในระหว่างที่เจ้าหน้าที่กำลังติดตามรอยเท้าก็ได้ยินเสียงปืนดังขึ้นสองนัด เจ้าหน้าที่จึงได้เร่งติดตามจนกระทั่งเวลา 12.00 น. ได้พบกลุ่มชาย 3 คน สะพายย่ามและปืนลูกซอง เจ้าหน้าที่จึงได้แสดงตัวเข้าจับกุม แต่กลุ่มชายดังกล่าวได้ทิ้งหลักฐานและแยกกันหลบหนี เนื่องด้วยชายกลุ่มดังกล่าวมีอาวุธปืน เจ้าหน้าที่จึงไม่ได้ติดตามเนื่องจากเกรงจะเกิดอันตราย

โดยจากการตรวจสอบหลักฐานที่กลุ่มผู้กระทำผิดทิ้งไว้ พบซากเลียงผาเพศเมีย น้ำหนัก 24.5 กิโลกรัม โดยมีร่องรอยถูกกระสุนจำนวน 6 จุด อาวุธปืนลูกซองยาวจำนวน 1 กระบอก พร้อมเครื่องแต่งกายสำหรับเดินป่า

เจ้าหน้าที่จึงได้ตรวจยึดไว้เป็นหลักฐาน พร้อมทั้งเก็บ DNA และ ลายนิ้วมือจากอาวุธปืน และเข้าแจ้งความเอาผิดต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อเร่งติดตามตัวกลุ่มผู้กระทำผิดมาดำเนินคดี โดยในเบื้องต้นเจ้าหน้าที่ทราบตัวผู้กระทำผิดแล้ว

โดยเลียงผานั้นเป็นสัตว์ป่าสงวน ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า ปีพุทธศักราช 2562 ซึ่งถือเป็นกลุ่มสัตว์ป่าใกล้สูญพันธุ์ ห้ามมิให้ผู้ใดล่า ครอบครอง หรือค้าขายอย่างเด็ดขาด ซึ่งโทษของการล่าสัตว์ป่าสงวน มีอัตราโทษจำคุกสูงสุดถึง 15 ปี และปรับสูงสุดถึง 1.5 ล้านบาท จากการประเมินความเสียหายทาง ทรัพยากรธรรมชาติ ของ เลียงผาตัวดังกล่าว เป็นเงิน 107,917 บาท โดยซากเลียงผาที่ตรวจยึด จะนำไปทำลาย ตามระเบียบกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ต่อไป

ด้าน น.ส. สาวิตรี เชื้อพงษ์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติพุเตย กล่าวว่า การล่าสัตว์ป่าและสัตว์คุ้มครองในเขตอุทยาน มีความผิดทางกฎหมายและมีโทษหนัก จึงฝากถึงผู้ที่คิดจะกระทำการดังกล่าว ให้หยุดการล่าสัตว์ป่า และสัตว์คุ้มครองในเขตอุทยาน หากพบการกระทำผิดจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด และอยากฝากถึงประชาชนที่อยู่ติดกับอุทยาน ให้ช่วยกันเป็นหูเป็นตาสอดส่อง หากพบเห็นการล่าสัตว์ป่าในเขตอุทยาน สามารถแจ้งได้ที่สายด่วน 1 3 6 2
